เข้าร่วมงานสัมมนา “อุตสาหกรรมก้าวไกล ไทยเข้มแข็ง ด้วยอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” :
ตัวชี้วัดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานสัมมนาหัวข้อ “อุตสาหกรรมก้าวไกล ไทยเข้มแข็ง ด้วยอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ในฐานะของวิทยากร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2554 ณ.ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีเจ้าภาพร่วมทั้งสิ้น 5 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และ Thailand Broad of Investment งานสัมมนาครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นภาคสองต่อจากงานประชุมเชิงปฏิบัตการหัวข้อ เดินหน้าประเทศไทย ก้าวไกลสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน ปีที่แล้ว โดยครั้งนั้นเป็นการปลุกกระแสเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในบ้านเรา โดยกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะเจ้าภาพใหญ่ก็ว่าได้ วัตถุประสงค์หลักของงานสัมมนาครั้งนี้ในความคิดของผมทางภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกำลังจะพยายามนำเสนอตัวชี้วัดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ได้พัฒนาขึ้นมาระดับหนึ่งให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันพิจารณาให้ความเห็น และข้อเสนอแนะ ซึ่งจะได้นำไปปรับแก้ไข และใช้ต่อไปในอนาคต


ย้อนกลับไปเมื่องานสัมมนาครั้งแรกสักนิดหนึ่งครับ ครั้งที่แล้วนั้นวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานก็เป็นการพยายามเปิดแนวคิดของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในบ้านเราอย่างเป็นทางการ โดยมีการนำเอาข้อกำหนดคุณลักษณะมาตรฐาน และหลักเกณฑ์เงื่อนไขของการเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมาเผยแพร่ ซึ่งประกอบด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาในมิติหลัก 5 มิติ ได้แก่ มิติทางกายภาพ มิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคม มิติทางสิ่งแวดล้อม และมิติทางการบริหารจัดการ โดยแต่ละมิติจะมีกิจกรรมความร่วมมือ หรือกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศแยกตามในแต่ละมิติ รวมกันแล้วทั้งหมด 24 ด้าน ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม หรือกลุ่มประกอบการอุตสาหกรรมใดที่ต้องการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศสามารถเลือกมิติ และกิจกรรมที่ต้องการพัฒนาได้ตามข้อตกลงร่วมกันของผู้ประกอบการที่ร่วมอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม หรือกลุ่มประกอบการอุตสากรรม ซึ่งในทางวิชาการเราจะเรียกรูปแบบของแนวทางการพัฒนาแบบนี้ว่า business model (ท่านผู้อ่านอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของรูปแบบต่างๆ ลองไปอ่านบทความเก่าของผมที่เขียน review ในเรื่องของ eco-industrial park ได้ครับ) ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทางภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในบ้านเรา บางท่านอาจสงสัยว่าผมพยายามเกริ่นย้อนกลับไปทำไม เหตุผลก็ด้วยเพราะว่าตัวชี้วัดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่มีการเปิดตัวในงานสัมมนาครั้งนี้นั้น มีฐานคิดของการพัฒนาตามแนวทางการพัฒนาในแต่ละมิติ และกิจกรรม ที่ได้กำหนดไว้จากงานสัมมนาครั้งแรกนั่นเอง แต่ทว่าครั้งนี้มีการลดปริมาณกิจกรรมลงจาก 24 ด้าน เหลือเพียงแค่ 22 ด้าน ตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาและนำมาขอความเห็น ผมสรุปรวมในแต่ละมิติ ตามแต่ละกิจกรรม ได้ทั้งหมด 46 ตัวชี้วัด แยกเป็นตัวชี้วัดในมิติกายภาพ 6 ตัวชี้วัด มิติเศรษฐกิจ 9 ตัวชี้วัด มิติสิ่งแวดล้อม 19 ตัวชี้วัด มิติสังคม 5 ตัวชี้วัด มิติทางการบริหารจัดการ 7 ตัวชี้วัด ผลที่ได้จากการเปิดให้มีการร่วมออกความเห็น โดยรูปแบบการประชุมแยกเป็นกลุ่มย่อยตามแต่ละตัวชี้วัดในแต่ละมิตินั้น ถูกนำเสนอสู่เวทีใหญ่ในช่วงท้ายสุด โดยมีผมเป็นวิทยากรที่ได้รับหน้าที่ให้ช่วยสรุปผลที่ได้จากการระดมความคิดของทั้ง 5 มิติ



แผนภาพแสดงแนวทางการพัฒนาในมิติหลัก 5 มิติ 24 ด้าน (ที่มา: การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2553)


ผลสรุปที่ได้จากการระดมสมองเพื่อพัฒนาตัวชี้วัดทั้ง 46 ตัวชี้วัด ผมขอสรุปให้ฟังอย่างนี้ครับ ในภาพรวมมีการแก้ไขเพิ่มเติม และปรับลดตัวชี้วัดที่ทางผู้จัดนำเสนอ แต่ประเด็นที่ผมจับได้จากข้อเสนอแนะที่ได้ในแต่ละกลุ่มนั้นเห็นจะเป็น

(1) ความกังวลต่อเกณฑ์ที่จะมีการกำหนดเป็นฐานในแต่ละตัวชี้วัด ซึ่งครั้งนี้ยังมิได้มีการกำหนดเกณฑ์ตัวเลขให้เห็น

(2) ขอบเขตของการวัดยังมีความสับสน ระหว่างโรงงานซึ่งเป็นระดับ micro level และระดับ macro level ของนิคม กลุ่มประกอบ หรือในภาพของเมือง

(3) ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นความกังวลกลัวว่าจะเกิดตัวชี้วัดแยกย่อยตามแต่ละหน่วยงานขึ้นมา ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ยุ่งยากได้

(4) การมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วนต่อการร่วมกันพัฒนาตัวชี้วัด ซึ่งในครั้งนี้มองว่าภาคประชาชนในระดับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกลับพื้นที่อุตสาหกรรมยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นมากเท่าที่ควร


สำหรับส่วนตัวของผมเองนั้น อยากให้มองต่อไปข้างหน้า ซึ่งในใจผมมีประเด็นที่อยากนำเสนอในเรื่องของ การ Implementation ของตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นมา ด้วยเพราะขึ้นจากฐานคิดตามแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 5 มิติ 24 ด้าน (ตอนหลังเหลือแค่ 22 ด้าน) ในรูปแบบของ business model ทำให้ผมยังสงสัยและตั้งข้อสังเกตของการนำไปใช้งานของตัวชี้วัดว่าจะทำได้อย่างไร ด้วยเพราะรูปแบบ business model เป็นการที่ให้กลุ่มผู้ประกอบการภายในนิคมร่วมกันระดมสมองว่าจะหยิบยกเอามิติใด หรือด้านใด มาเป็นตัวขับเคลื่อนในการพัฒนาสู่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมในแต่ละที่อาจจะหยิบเอามิติ หรือด้านมาเริ่มทำไม่ครบทั้ง 5 มิติ 24 ด้าน แล้วเมื่อมีการพัฒนาตัวชี้วัดโดยมีฐานคิดตามในแต่ละมิติ และแต่ละด้าน แล้ว คำถามในสมองผมก็คือ แล้วกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้หยิบมาครบทุกมิติ ทุกด้าน จำเป็นต้องผ่านทุกตัวชี้วัดที่ตั้งขึ้นมาหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่นผมอาจหยิบประเด็นในมิติสิ่งแวดล้อมเรื่องน้ำมาเพียงประเด็นเดียวเพื่อนำสู่การพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แต่ผมต้องผ่านตัวชี้วัดทุกตัวที่การตั้งขึ้นมาด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องนำไปคิดต่อให้รอบคอบครับ จะบังคับให้เลือกทำทุกมิติอย่างน้อยมิติละด้าน หรือต้องผ่านเกณฑ์อย่างน้อย 50% ของตัวชี้วัดทั้งหมดที่มี ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างชัดเจน ในความเห็นของผม หากให้ผมวิจารณ์ผมว่าเราเริ่มผิดตั้งแต่ฐานคิดของการพัฒนาตามมิติ และด้าน แล้วละ (ตรงนี้ผมจะขอยกยอดไปในบทความถัดไป ซึ่งผมจะวิเคราะห์วิจารณ์เปรียบเทียบกับตัวชี้วัดในประเทศอื่นๆ ในแถบเอเซียให้ดูก็แล้วกันนะครับ) ซึ่งมันส่งผลให้ตัวชี้วัดที่ออกมาในครั้งนี้มีมากถึง 46 ตัวชี้วัด (อาจจะมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาก็ได้ครับ เพราะจีนแผ่นดินใหญ่มีการพัฒนาตัวชี้วัดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแล้ว มีอยู่ประมาณแค่ 20 ตัวชี้วัดเอง ของไต้หวันก็มีประมาณแค่ 20 ตัวชี้วัดที่คลอบคลุมมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม)

ประเด็นถัดไปในความคิดเห็นของผม ผมเห็นว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศนั้น หลักของการดำเนินการต้องเน้นแนวทางของการสร้างแรงจูงใจมากกว่า การใช้อำนาจของรัฐบังคับ ด้วยเพราะบทเรียนของการพัฒนาในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จนั้น โดยส่วนมากเกิดจากภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแรงจูงใจที่ดึงดูดให้กลุ่มผู้ประกอบการอุตสากรรมเห็นความสำคัญและร่วมกันพัฒนาจนเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าตัวชี้วัดที่กำลังพัฒนาอยู่นี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Positive thinking มากกว่า negative thinking ที่เป็นการพยายามจับผิดกลุ่มอุตสาหกรรม หากเราตั้งอยู่บนฐานของ Positive thinking ให้มาก ผมมั่นใจครับว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในบ้านเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงอย่างแน่นอน

ทิ้งท้ายไว้สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องอุตสหากรรมเชิงนิเวศเศรษฐกิจสักเล็กน้อยครับ ว่าผมกำลังจะเริ่มเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และจะทยอยออกมาให้ท่านผู้ที่สนใจได้ติดตามอย่างเป็นระยะๆ ด้วยเพราะมีผู้สนใจหลายท่านมาบ่นกับผมว่า เรื่องทำนองนี้หาอ่านที่เป็นภาษาไทยเรายากเหลือเกิน นักวิชาการด้านนี้ก็มีอยู่จำกัด ผมเองในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ทำงานวิชาการในด้านนี้เลยรู้สึกสะท้อนใจว่าทำไมไม่เขียนอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวนี้ ตอนนี้ก็เลยเกิดพลังดลใจให้อยากเขียนอะไรออกมาสักหน่อยนะครับ ติดตามต่อให้ดีครับในคอลัมน์ร้อยแปดพันเก้าเรื่องราวสิ่งแวดล้อมของผม ขอบคุณครับ



ผศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต
29 มกราคม 2554

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนิเวศวิทยาอุตสาหกรรม อาคาร 1 ชั้น 3 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โทรศัพท์ 02-4415000 ต่อ 1001 และ 080-4273500 โทรสาร 02-4419509-10
Email :
eco4industry@hotmail.com