ข่าวสิ่งแวดล้อม
e-mail หากสนใจส่งข่าวสิ่งแวดล้อม แจ้งได้ที่ เวปมาสเตอร์ enwww@mahidol.ac.th

อากาศเชียงใหม่ มลพิษสูงกว่าอเมริกา

รายงานพิเศษ โดย อธิชัย ต้นกันยา หนังสือพิมพ์มติชน

ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่ามีอากาศสดใส ธรรมชาติสวยงาม ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันจากไฟป่า ฝุ่นละอองทั่วเมือง ส่งผลให้คุณภาพอากาศในเชียงใหม่แย่ลง จนกรมควบคุมมลพิษ ออกแจ้งเตือนให้ระวังอันตรายจากสภาพอากาศระยะนี้ เนื่องจากปริมาณฝุ่นและหมอกควันอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ให้หลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานาน และงดออกกำลังกายในที่โล่ง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางเดินหายใจ และหืดหอบ

แนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2550 เป็นต้นมา โดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่สูงเกินมาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงประสานจัดส่งข้อมูลให้หน่วยงานท้องถิ่นเตรียมรับมือสถานการณ์

อาการที่สังเกตได้ชัดเจน ก็คือ เมื่ออยู่ในที่โล่งนานๆ จะมีอาการแสบตา ตาแดง น้ำตาไหล ระคายคอ คอแห้ง หายใจติดขัด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการหลอดลมอักเสบ หอบหืดอาจจะกำเริบรุนแรง เพราะอาการเหล่านี้จะรุนแรงมากขึ้นเมื่อได้รับ "สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์" และ "คาร์บอนมอนอกไซด์" ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากท่อไอเสียรถยนต์

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปริมาณหมอกควันจะสูงสุดในเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่คุณภาพอากาศเข้าสู่วิกฤต สาเหตุสำคัญมาจากการเผาป่า ฝุ่นละอองจากถนน การก่อสร้าง และเขม่าจากน้ำมันดีเซล

เป็นมหันตภัยที่คนเชียงใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจ ต่างจากชาวต่างชาติบางประเทศที่เข้ามาทำงานในเชียงใหม่จะได้เบี้ยกันดาร เพราะถือว่าเชียงใหม่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อสุขภาพ

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2549 ปริมาณฝุ่นละอองและควันในเชียงใหม่วัดได้เกิน 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใน 24 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากถึง 15 วัน ใน 1 เดือน และปริมาณหมอกควันสูงที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2549

วันที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แปรพระราชฐานมาประทับแรมที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เชียงใหม่ ทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ ทรงเล็งเห็นว่าการจุดไฟเผาป่าสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง จึงมีพระราชเสาวนีย์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้หาแนวทางแก้ปัญหา

แต่การเข้มงวดป้องกันและควบคุมไฟป่าได้ผลดีเฉพาะช่วงที่ประทับอยู่ในพื้นที่เท่านั้น!!!

ผลวิจัยการหาความสัมพันธ์ของฝุ่นละอองกับอัตราการป่วย และเสียชีวิตของประชาชนในเชียงใหม่ โดยคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมี "ผศ.ดร.มงคล รายะนาคร" เป็นหัวหน้าโครงการ ศึกษาสถานการณ์ปัญหาคุณภาพอากาศใน เชียงใหม่และลำพูน เพื่อหาข้อมูลระดับฝุ่นละอองในบรรยากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

พบค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในเชียงใหม่สูงกว่ามาตรฐานของสหรัฐอเมริกา 3-6 เท่า มีปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี และอัตราผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดต่อประชากรแสนคนสูงกว่ากรุงเทพฯ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทย

พบว่าโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17.6 ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด อัตราต่อแสนประชากรเพิ่มจาก 9 คน ในปี 2545 เพิ่มเป็น 58.12 คน ในปี 2548 ฝุ่นขนาดเล็กจะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นที่โรงพยาบาลสารภี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พบปริมาณฝุ่นละอองสูงที่สุดในเชียงใหม่

"บุญเลิศ บูรณุปกรณ์" นายกเทศมนตรีนครนครเชียงใหม่ ยอมรับว่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไม่น้อย เพราะข่าวที่ออกไป ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สบายใจในการที่จะมาเที่ยวเชียงใหม่ ในช่วงที่อากาศไม่ดี

สังเกตจากยอดการจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงสงกรานต์ปีนี้อยู่ที่ 50% จากโรงแรมที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าเม็ดเงินที่มาจากการท่องเที่ยวน่าจะลดลงจากปีก่อนไม่น้อยกว่า 10%

"หากไม่ทำอะไรเลยปัญหาก็จะเลยเถิดไปเรื่อยๆ เพราะคุณภาพอากาศเป็นเรื่องสำคัญ ต้องบอกกับประชาชนรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน ขณะนี้ในเขตเทศบาลนครนครเชียงใหม่ได้ติดป้ายผ้าขอความร่วมมือจากประชาชนไม่ให้เผาเศษขยะ เศษใบไม้ในที่โล่ง เพราะเป็นสาเหตุของการเกิดมลพิษ และเทศบาลได้ออกกฎเทศบัญญัติเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืน เบื้องต้นได้กำหนดโทษปรับ 2,000 บาท หากยังฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 1 เดือน ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปรียบเทียบปรับแล้ว 50 ราย ซึ่งบางคนก็ยังไม่รู้ถึงพิษภัยของการเผาดังกล่าว ถ้าไม่ทำอย่างนี้เชียงใหม่ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้"

บุญเลิศกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่ง คือ นำถุงดำไปแจกจ่ายประชาชนในเขตเทศบาล สำหรับใส่เศษใบไม้แห้งแล้วแจ้งให้รถจากเทศบาลไปรับ แต่มีการร้องขอมาวันละไม่ต่ำกว่า 100 ราย ซึ่งเทศบาลได้จัดรถไว้เพียง 4 คัน ซึ่งไม่มีทางทำได้ทัน จึงมีแนวคิดตั้งจุดรับ ณ จุดใดจุดหนึ่งในแต่ละชุมชน เทศบาลจะจัดรถไปรับวันละ 2 รอบ เช้า-เย็น เพื่อนำมารวมไว้ในพื้นที่ 1 ไร่ หลังแขวงทั้ง 4 แขวง เพื่อหมักทำเป็นปุ๋ย

แต่ปัญหา คือ ใช้เวลาหมักนานถึง 40 กว่าวัน จึงหาวิธีอีกว่าจะซื้อเครื่องบด ทำเชื้อเพลิงอัดแท่งขายให้กับโรงงานต่างๆ ที่ต้องการ ระบายเศษใบไม้ออกจากพื้นที่โดยไม่ต้องเผา

"ขณะเดียวกันผมได้ประสานกับผู้อำนวยการสำนักงานฝนหลวงเชียงใหม่ ทำฝนเทียมในเชียงใหม่ หากสภาพอากาศมีความชื้นสูง โดยเทศบาลนครนครเชียงใหม่จัดสรรงบประมาณให้ ซึ่งเมื่อ 2 ปีก่อนเคยทดลองทำ แต่ฝนไปตกในพื้นที่อื่นเพราะมีลมกระโชกแรง ทุกอย่างเราลองทำ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย"

ด้วยปัจจัยการเกิดมลพิษดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของเชียงใหม่และลำพูนมีภูเขาล้อมรอบมีลักษณะเป็นแอ่ง เมื่อลมสงบ อากาศแห้งและร้อน ฝุ่นละอองที่ก่อตัวขึ้นลอยไปกระทบกับอากาศเย็นจากภูเขา ทำให้มลพิษต่างๆ ไม่สามารถลอยออกไปได้จึงแผ่ปกคลุมทั่วเมือง และจะเป็นอยู่ 3-4 เดือน

ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองในเชียงใหม่ จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง

เมืองเชียงใหม่จึงจะรอดพ้นวิกฤตไปได้


e-mail หากสนใจส่งข่าวสิ่งแวดล้อม แจ้งได้ที่ เวปมาสเตอร์ enwww@mahidol.ac.th