ข่าวด้านสิ่งแวดล้อม


อาเซียนผนึกแผนพลังงานWEF หนุนไทยนำร่อง 'พาวเวอร์กริด'

07 มิถุนายน 2555
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
โดย -
เสียงสะท้อนจากตัวแทนผู้นำพลังงานภาครัฐและเอกชนไทยกับอาเซียน ในเวที World Economic Forum on East Asia 2012 ในหัวข้อ "Power the Region's Growth : The Future of Energy-แนวทางการสร้างความมั่นคง ปลอดภัยทางพลังงานอาเซียน" ภายใต้ 4 เป้าหมาย 1.ขยายการลงทุนภาคเอกชน 2.การจัดการภายในประเทศ ซึ่งต้อง มีการแข่งขันทางด้านแหล่งทรัพยากร 3.เป้าหมายความร่วมมือร่วมกัน เพื่อใช้โครงการพื้นฐานที่มีอยู่จริง 4.การใช้ พลังงานทางเลือก การประหยัดและเก็บรักษาพลังงาน เพื่อให้สมดุลกับความต้องการใช้

โดยมีผู้นำระดับนานาชาติถอดรหัสพลังงานอนาคตอาเซียน 6 คน ประกอบด้วยภาครัฐ 2 คน นำโดยนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประเทศไทย นายมาร์ติน เฟอร์กูสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแวดล้อม พลังงาน และการท่องเที่ยว ออสเตรเลีย

ภาคเอกชน 4 คน นำโดยนายอาร์สเจด์ ราสยิด แมงคูนินเกรท ผู้อำนวยการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการร่วมกลุ่มทีพี อินดิกา เอนเนอร์ยี อินโดนีเซีย นายเจอราร์ด เมสแทรลเลท ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จีดีเอฟ ซูเอซ ฝรั่งเศส และประธานร่วมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ออน อีสต์ เอเชีย นางเมโลดี เมเยอร์ ประธาน บริษัท เชฟรอน เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โปรดักชั่น จำกัด และเชฟรอน คอร์ปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา และนางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กลุ่มทุนไทยรายใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell)

ไทยเสนอ 2 โปรเจ็ต์นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยกล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปี 2558 เป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ด้านความร่วมมือสร้างความมั่นคงทางพลังงานแห่งอาเซียนไม่ได้เกิดขึ้น ง่าย ๆ สิ่งที่จะต้องทำพร้อมกันมี 3 ส่วนคือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และตลาดเดียวกัน ซึ่งจะต้องจุดประกายให้เกิดก่อน 3 เรื่อง ได้แก่ การแบ่งปัน ใส่ใจอนุรักษ์ ศักยภาพเพราะทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การผลิต จะเป็นรูปร่างได้ต้องอาศัยแรงผลักดัน การลงทุนโครงการขนาดใหญ่

ตอนนี้ไทยกับอาเซียนพยายามเดินหน้าความมั่นคงทางพลังงาน 2 เมกะโปรเจ็กต์คือ Trans-Asia Gas Pipeline กับ ASEAN Power Grid ระบบโครงข่ายเชื่อมโยงการขนส่งและระบบท่อส่งเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องกลไกราคา เทคโนโลยีการเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐานทั้งท่อก๊าซและกริด เป็นโครงการการกระจายทรัพยากรซึ่งกันและกันนั้นจะต้องใช้พลังทางเทคนิคมหาศาล ประสานความร่วมมือบวกกับบูรณาการภารกิจเอาชนะอุปสรรคทั้งหมด โดยจัดลำดับความสำคัญตั้งแต่ระดับท้องถิ่นและชาติ

ออสซี่แนะไฮเวย์พลังงานนายมาร์ติน เฟอร์กูสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแวดล้อม พลังงาน และการ ท่องเที่ยวออสเตรเลียกล่าวว่า อาเซียนควรลงทุนสร้างไฮเวย์ทางพลังงาน ระยะทางสายส่งครอบคลุมทั้งภูมิภาคยาวถึง 5,000 กม. ดูตัวอย่างในออสเตรเลียเร่งขยายการก่อสร้างต่อเนื่อง ทางกลุ่มพลังงานรายใหญ่เครือเอไอเอได้เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซเพื่อส่งออกจากปีละ 20 เป็น 70 ล้านตัน ส่วนบริษัทปิโตรเลียมออสเตรเลียก็ทำท่อส่งก๊าซได้ถึง 5 ล้านตัน/ปี

"หากไม่มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน เหล่านี้รองรับก็จะยุ่งยากทั้งการนำเข้าและส่งออก หากทำได้ก็จะเป็นผลดีอย่างมากต่อการขยายขนาดการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ ปัจจุบันบางประเทศหันมาพัฒนาพลังงานสะอาด ขึ้นอยู่กับประเทศใดมีก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานทางเลือกที่ทำได้มากกว่ากัน" เฟอร์กูสันกล่าว

ในอนาคตปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งให้แต่ละประเทศต้องเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานมากขึ้นคือ อัตราการเติบโตของประชากรจะเพิ่มปีละ 5% ความต้องการใช้อีก 10 ปีข้างหน้าจะพุ่งขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน จึงเป็นภาระของผู้นำแต่ละประเทศในอาเซียนควรหันมาพึ่งบทบาทเอกชนมากขึ้น ทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวอย่าง ประเทศไทยให้เอกชนนำหน้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงทุนโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ หรือสมาคมพลังงานอาเซียนต้องจัดทำนโยบายสามเหลี่ยมพลังงานขึ้นมารองรับนั่นคือ วางแผนเพิ่มขีดความสามารถรวมทางกำลังการผลิต กำหนดโดยรัฐกับกลุ่มอาเซียน เกื้อกูลกับทรัพยากรทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ลม และอื่น ๆ

ส่วนอินโดนีเซียก้าวหน้าไปมากแล้วในการพัฒนาพลังงานจากความร้อนใต้พิภพ หรือ Geothermal Energy ทำได้ 45-50% ของพลังงานทั้งหมด สามารถป้อนผลผลิตให้ใช้ได้รวมกันทั้งอาเซียน 10 ประเทศ และยังมีบางส่วนเหลือเก็บด้วยซ้ำ

เชฟรอนสนเมกะโปรเจ็กต์นางเมโลดี เมเยอร์ ประธาน บริษัท เชฟรอน เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โปรดักชั่น จำกัด และเชฟรอน คอร์ปอเรชั่น สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า การลงทุนขนาดใหญ่จะได้รับความสนใจก็ต่อเมื่อรัฐบาลประเทศนั้น ๆ ต้องทำพร้อมกัน 4 ด้าน 1.ให้ความมั่นใจทางการเงิน 2.บทบาทการสัญญาตรงไปตรงมาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า พัฒนาโครงการแยกและผลิตก๊าซ 3.ดูแลการค้าในภูมิภาค 4.ศักยภาพของกฎเกณฑ์ กฎหมาย ก็จำเป็นมาก โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางนโยบาย จะทำให้การลงทุนหยุดชะงักลง เพราะอาเซียนและเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญมากกับผู้ค้าน้ำมันและ

"เชฟรอนมีบทบาทด้านความเชี่ยวชาญให้ความรู้ พร้อมกับแสวงหาแหล่งขุดเจาะโดยวิธีสร้างคู่ค้าขนานไปกับการลงทุนซึ่งมีหุ้นส่วนระดับโลก ขณะนี้มี โปรเจ็กต์ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในออสเตรเลีย มูลค่าการลงทุนเกินกว่า 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขีดความสามารถการลงทุนที่เชฟรอน ทำโครงการขนาดใหญ่ได้ เป็นผลมาจาก ได้หุ้นส่วนที่ดี มีแรงสนับสนุนเต็มที่จาก รัฐบาล ชุมชน และผู้ซื้อ ซึ่งเป็นหัวใจ สำคัญมาก รวมถึงการทำงานเป็นระบบ คอนแทร็กเตอร์ควบคู่กับซัพพลายเออร์ ไม่เฉพาะในออสเตรเลีย ตอนนี้ยังสำรวจ ในอินโดนีเซียด้วย ส่วนแอลเอ็นจีใน ออสเตรเลียได้กระจายขนส่งป้อนไปยังตลาดต่าง ๆ รวมถึงท่อส่งของไทยเข้าไปยังพม่าและประเทศอื่น ๆ"

สำหรับการใส่เกียร์ใหม่หันมามุ่งพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งประเทศไทยโดดเด่นทางด้านการขยายโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) นั้น

SPCG บูมโซลาร์เซลล์นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โซลาร์เซลล์เป็นพลังงานทางเลือกที่ถูกจับตามากในอาเซียน เพราะอนาคต 20-30 ปีข้างหน้าความต้องการใช้จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.5% ใกล้เคียงกับประชากรเพิ่มเฉลี่ยปีละ 5% แยกการใช้เป็น 2 ตลาดคือ ชนบทใช้น้อย ในเมืองใช้มาก ดังนั้นรัฐบาลอาเซียนต้องรีบคิดถึงการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องเปอร์เซ็นต์ปริมาณการใช้ทั้งภูมิภาค

ในไทยตามแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ (PDP 2010) อีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกเป็น 25% รวมถึงมาตรการส่งเสริมการรับซื้อค่าไฟฟ้าคืน (adder) ต้องชัดเจนนอกเหนือจากให้อินเซ็นทีฟภาษีระยะยาว (tariff) บวกค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ และเปอร์เดี้ยม อื่น ๆ แล้วขายไฟฟ้าได้ราคา 40 สตางค์/ยูนิตนั้นคุ้มหรือไม่ และจะสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต โดยไทยและอาเซียนจะต้องช่วยกันคิดถึงการส่งต่อเรื่องพลังงานสะอาดไปยังคนรุ่นใหม่ในอนาคต

อินโดหนุนเพาเวอร์กริด นายอาร์สเจด์ ราสยิด แมงคูนินเกรท ผู้อำนวยการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการร่วม กลุ่มทีพี อินดิก้า เอ็นเนอร์ยี อินโดนีเซียกล่าวว่า อินโดนีเซียเป็นผู้ใช้พลังงานอาเซียนที่มีขนาดผู้ใช้ มากที่สุด และมีส่วนแบ่งตลาดทางเศรษฐกิจสูงสุดถึง 48% ของภูมิภาค เพราะมีประชากรกว่า 280 ล้านคน มากถึง 40% ของทั้งอาเซียน

สิ่งแรกที่อินโดนีเซียมุ่งสนับสนุนคือ นโยบายการเชื่อมโยงพลังงานอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับแหล่งพัฒนาใหม่ในกัมพูชา พม่า เวียดนาม สปป.ลาว มีทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และจีโอเทอร์นอล และตามความคิดเห็นส่วนตัวแล้วโครงการ ASEAN Power Grid จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศมาร่วมแก้ปัญหาภายในด้วยกัน เพราะหลายประเทศกำลังยุ่งอยู่กับการพัฒนาในประเทศซึ่ง ผู้ใช้ยังขาดแคลนอยู่มาก อย่างอินโดนีเซียมีเป็น 1,000 เกาะ ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งได้ยาก ก่อนจะเชื่อมโยงระหว่างประเทศควรช่วยคนภายในให้ได้ก่อน จึงจะขยายการ ส่งออกไปยังเพื่อนบ้าน

นายเจอราร์ด เมสแทรลเลทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จีดีเอฟ ซูเอซ ฝรั่งเศสกล่าวว่า อาเซียนทุกประเทศควรจะเร่งเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงาน 5 เรื่องคือ 1.ทำความร่วมมือทวิภาคี และอื่น ๆ กำหนดเงื่อนไขแล้วร่วมกันปฏิบัติทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2.สร้างเสถียรภาพการทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย 3.ประกาศนโยบายความ มั่นคงพลังงานระดับชาติด้วย 4.บริหารความเสี่ยงพลังงานกับเศรษฐกิจให้สมดุลในทุกวิกฤต

Bookmark and Share

กลับหน้าแรกกลับหน้าหลักBack to Topกลับสู่ด้านบน

EN Webmaster